|
 ขอให้เหมือนเดิม โดย
S.Udakarn(๑๐)
|
ข้าพเจ้าลืมตาขึ้น.
โลกที่เห็นมืด แต่ยังมีแสงสว่างส่องเป็นจุดๆ เหนือศีรษะ
เข็มยาวนาฬิกาเดินช้ากว่าที่คาด การรอคอยดำเนินมานานเพียงใดแล้ว
ปฏิกิริยาของผู้ชมย่อมแสดงผลให้เห็น บางคนบ่นพึมพำอย่างเสียไม่ได้
บ้างนั่งสัปหงก ส่วนเสียงเดียวในที่แห่งนี้มาจากกลุ่มผู้ชมสาวอีกฝั่งที่นั่ง
ข้าพเจ้าหันกลับไปยังม่านสีแดงเลือดหมู ชายผ้าโบกไหวตามแรงลม
แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเลื่อนเปิด ... กระดาษแผ่นนั้นอยู่บนตัก หยิบมันขึ้นมา
เรื่องย่อและรายชื่อผู้แสดงปรากฏอยู่บนกระดาษมันวาบนั้น
ข้าพเจ้าจำมิได้แล้วว่าอ่านกระดาษแผ่นนี้เป็นครั้งที่เท่าใดเมื่อนั่งลงบนเก้าอี้
กระทั่งกาลล่วงผ่านมายังปัจจุบันขณะ ความเคลื่อนไหวใดที่หวังว่าจะได้เห็น
-ได้รับชม กลับเงียบหายไปราวกับถูกลวง-ข้าพเจ้าจ้องกระดาษแผ่นนั้น
โดยเฉพาะที่หัวเรื่อง “พวกเขายังมีชีวิต...”
เป็นคำเปรยสั้นที่กินความหมายลึกซึ้ง ข้าพเจ้าอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อจดจำ
และจารึกไว้ในจิตใจ
อ่านทั้งเรื่อง
|
|
 พรสามประการ โดย
โยทะกา(๙)
|
ไอ้เบี้ยว ไอ้ดำ ไอ้เป๋ สามชื่อนี้เป็นที่เรียกขานของชาวบ้าน
ละแวกศาลเจ้าแห่งนี้ ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่ได้สำเหนียกเลยว่า
มันทำร้ายจิตใจดวงน้อยๆของผมมากน้อยแค่ไหน
เบี้ยวเหรอพิโธ่ก็แค่จมูกผมมันไม่รักดีแทนที่จะตั้งตรงบนสันกลับทำมุมเอียงซ้ายกับใบหน้าซะอย่างนั้น
ดำเหรอ โธ่ๆๆกับอีแค่ตัวผมผิวคล้ำเกินไปหน่อยแบบว่า
ตกใต้ถุนยามค่ำคืนมองหาผมไม่เจอ ยกเว้นจะส่องไฟดู
เป๋เหรอเชอะก็ขาผมมันไม่รักดีไม่ยอมสามัคคีเดินพร้อมเพียงอย่างคนอื่นเขานี่ขอรับจะให้เดินตรงๆอย่างชาวบ้านชาวช่องได้อย่างไง
ความจริงชื่อผมก็ออกจะไพเราะเสนาะหู
แถมเท่ออกชื่อเดียวกับพระเอกเรื่องโหมโรงเลยทีเดียวจะต่างกันก็แค่เขาโอ
อนุซิตแต่ผมมันป๋องอนุซิตก็แค่นั้นเองแต่ชาวบ้านแถวนี้เขาไม่ยอมเรียกกัน
เรียกแต่เบี้ยว ดำ
เป๋นี่ล่ะนึกแล้วก็น่าน้อยใจนี่นะผมคิดเล่นๆถ้ามีเงินจะไปทำศัลกรรมทำหน้าหล่อแบบเจโซวพระเอกนักร้องเกาหลีให้รู้แล้วรู้แรดไป
อ่านทั้งเรื่อง
|
|
 ....โรงฝึก... โดย
พุดพิชญา(๘)
|
“ไม่ล่ะค่ะแม่
หนูไม่ไปเล่นละครเวทีให้มูลนิธิที่แม่ไปทำอยู่ด้วยหรอก”
ฉันตอบมารดาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไม่ได้มีปฏิกิริยาขัดแย้งหรือไม่พอใจทางน้ำเสียงแต่อย่างใด
ในขณะที่นั่งไขว่ห้างหลังพิงพนักโซฟานุ่ม
พลางยกมือสองข้างที่เพิ่งทาเล็บด้วยสีฉูดฉาดขึ้นมาเป่าเบา ๆ สลับข้างไปมา
อาจเป็นความโชคดีของฉัน ที่เกิดมาหน้าตาสวย รูปร่างสมส่วน
ทำให้อนาคตดาราดาวรุ่งอย่างฉันกำลังจะก้าวไปได้ด้วยดี
มันเกิดจากความบังเอิญเมื่อปีที่แล้วแท้ ๆ
ที่เพื่อนฉันลากฉันเข้าไปสมัครงานกับโมเดลลิ่งแห่งหนึ่งที่กำลังประกาศรับสมัครนักแสดงตัวประกอบ
ซึ่งก็เป็นความโชคดีของฉันอีกที่ตอนนั้นมีดีกรีความเป็นดาวมหาวิทยาลัยพ่วงไปด้วย
เลยทำให้ฉันเป็นที่น่าสนใจมากกว่าคนอื่นจนในที่สุดฉันก็ได้รับบทเด่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
และได้กลายเป็นดาราดาวรุ่งไปในที่สุด
อ่านทั้งเรื่อง
|
|
 พันธุกำบัง โดย
ภู(๗)
|
มันยากจะทำใจนะ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าต้อหินของผมนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม
ผมคิดตลอดเวลาว่าผมจะยอมรับกับมันได้ เหมือนกับแม่ที่ตาบอดสนิทมาสิบกว่าปีแล้ว
แต่พอดวงตาข้างซ้ายของผมเริ่มบอดสนิท จนเหลือแต่ภาพมัวๆ ในตาข้างขวา
และผมกำลังจะต้องลาออกจากงานประจำ ผมกลับไม่อยากจะยอมรับความจริงอันนี้ขึ้นมา
ผมกำลังจะสูญเสียงาน รายได้ และการมองเห็นไปพร้อมๆ กัน
ต่อจากนี้ชีวิตจะอยู่อย่างไร? ผมทำบุญเกี่ยวกับดวงตามามาก
ผมบริจาคช่วยเหลือทุกองค์กรเกี่ยวกับคนตาบอด ผมให้ทานแก่วณิพกไม่เคยขาด
ผมบริจาคร่างกายรวมถึงดวงตาของผมให้กับโรงพยาบาลศิริราช เวลากินปลา
ผมก็ไม่แคะกินตาปลาเหมือนที่ชอบกินตอนเป็นเด็ก
ทั้งหมดนี้หวังให้ผลบุญได้ส่งถึงผมเพื่อพ้นเคราะห์กรรมพันธุ์ พอถึงวันนี้
ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างที่ทำมามันไม่ได้ช่วยให้ผมหนีความจริงเรื่องต้องเป็นคนตาบอดไปได้เลย
อ่านทั้งเรื่อง
|
|
 ชีวิต..ไม่สมบูรณ์แบบ โดย
ส.บุญเรือง(๖)
|
ฉันโชคดีที่ได้เกิดมาบนโลกที่สวยงามใบนี้
โชคดีที่ได้เกิดมาในประเทศไทย ดินแดนที่สงบสุขภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา
โชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยที่โอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้คนทุกชาติทุกศาสนา
โดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ โชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น
อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งพ่อแม่และน้องสาว โชคดีที่ได้อยู่ในครอบครัวที่มีถึงสามรุ่น คือรุ่นยาย
รุ่นพ่อแม่และรุ่นของฉันกับน้อง
ได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีไทยที่ดีงามจากรุ่นสู่รุ่น แต่...ในความโชคดี ก็ยังมีโชคร้ายอยู่บ้าง
และฉันก็เหมือนทุกคนที่เกิดมา คือ มีฝัน...แต่ฝันจะเป็นจริงหรือไม่
คงไม่มีใครตอบได้ แม้แต่ตัวเอง อ่านทั้งเรื่อง
|
|
 พิการชั่วคราว โดย
ปิยาภา(๕)
|
เป็นเพราะความซุ่มซ่ามของนังแจ๋นแท้ๆที่ทำให้ฉันต้องกลายเป็นคนพิการ!
ความจริงส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะความซุ่มซ่ามของฉันด้วยเหมือนกันที่ดันทำโทรศัพท์มือถือตกลงพื้น
ในจังหวะที่ก้มลงไปหยิบนังแจ๋นก็เดินออกมาจากห้องชงกาแฟพอดี
มันอ้างว่าไม่เห็นเพราะขอบโต๊ะบังเลยชนเข้ากับบั้นท้ายอันงอนงามของฉันในขณะที่กำลังโก้งโค้งเข้าให้
ก็หัวทิ่มน่ะซิคะ อารามตกใจทำให้ยื่นแขนขวาออกไปค้ำพื้นเอาไว้ด้วยสัญชาตญาณ
ได้ยินเสียงดังเป๊าะพร้อมกับเจ็บจี๊ดจากแขนขึ้นมาถึงสมองจนน้ำตาเล็ด อ่านทั้งเรื่อง
|
|
 หนึ่งคำในความทรงจำ โดย
โยทะกา(๔)
|
“คิดอะไรอยู่เหรอ” คำถามดังขึ้นพร้อมร่างของเพื่อนสนิทที่ปรากฏขึ้น
“เปล่านี่” ผมตอบ “มีเรื่องไม่สบายใจอีกล่ะซิ เรื่องนั้นหรือเปล่า”
“วิวสวยดีนะ” ผมเสไปเรื่องอื่นไม่ยอมตอบคำถามประโยคนั้น
“เฮ๊ย”
ไม่ได้ถามนี่หว่าว่าวิวสวยหรือเปล่าไม่ต้องเส “เฮ้อ” ผมแอบถอนหายใจ
“มึงหนีปัญหาตลอดไปไม่ได้หรอกเพื่อน”
“ถามใจตัวเองเหอะ
ว่าอยากหนีหรือจะหันหน้าไปสู้กับมัน” “แต่มันก็ดีไม่ใช่เหรอปราณ
ที่เรื่องมันจบแบบนี้” อ่านทั้งเรื่อง
|
|
 คความพิการที่ล้มเหลว โดย
ภู(๓)
|
ผมไม่เคยเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง เพราะผมคงต้องรู้สึกเป็นศัตรูกับพระองค์แน่ๆ
หากพระองค์กำหนดชะตาแบบนี้มาให้ผม ผมจำไม่ได้ว่าตอนเด็กผมเริ่มหัดคลานอย่างไร
แต่เมื่อถึงช่วงวัยเรียน เพื่อนๆ ที่โรงเรียนต่างก็เรียกผมว่า “ไอ้ลูกตุ้ม”
ขนาดครูที่โรงเรียนบางทีก็ยังเรียกผมอย่างนั้น มันมาจากท่าเดินของขา 2
ข้างที่ตั้งวงไม่เท่ากันของผมนั่นแหละ
พวกเขาชอบว่าวงขามันเหวี่ยงตัวผมโยกไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา การเป็นไอ้ลูกตุ้ม
ทำให้ผมเป็นตัวตลกขบขันของเพื่อนๆ ทุกครั้งที่เดินออกไปทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน
นั่นเป็นภาพเล็กๆ ในความทรงจำที่ปะติดปะต่อมาจากวงขาอาภัพของผม
หลายคนว่าเป็นแบบผมก็ดีที่ไม่ต้องติดทหาร ผมจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เมื่อทหารเกณฑ์เขาเป็นกันแค่ 2 ปี ทหารอาชีพก็เป็นไปจนอายุเกษียณ
แต่ความพิการของผมนี่สิ มันเป็นไปจนตาย
ให้เลือกเป็นอะไรก็ได้ในโลกที่คนปรกติไม่อยากเป็นกัน
ผมพร้อมแลกกับความเป็นคนพิการของผมได้เสมอ “ไอ้ลูกตุ้ม
พิการแบบเอ็งเป็นโจรก็ยังลำบากเลย” เพื่อนไม่หวังดีสบประมาทผมเอาไว้ อ่านทั้งเรื่อง
|
|
า ฝันร้าย โดย
เลบง
(๒)
|
เสียงอะไรบางอย่างที่ดังคล้ายๆ เสียงพัดลมตัวเก่าครางครืดคราดคร่ำครวญอยู่ข้างหู
มาพร้อมกับสายลมประดิษฐ์ที่ร้อนอบอ้าวอย่างน่ารำคาญ ประสาทการรับรู้ของผมค่อยๆ
ประติดประต่อจนชัดเจนขึ้นทีละเล็กละน้อย
จนได้ยินเสียงของคนแก่สองคนที่ผมคุ้นเคยมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ ...ผมยังไม่สามารถจับใจความการสนทนาของท่านทั้งสองได้อย่างชัดเจนนัก
รู้เพียงแต่ว่าในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกังวลใจ แลห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง
สายตาที่รางพร่าเลือนค่อยๆ ปรับการมองเห็นจนคุ้นเคย
จึงรู้ว่าตัวเองอยู่ในห้องรับแขกของบ้านหลังเดิม
ที่เดี๋ยวนี้ใช้เก็บเครื่องเรือนเก่าเสียมากกว่าใช้ประโยชน์ในการอื่นๆ ...นี่ผมฝันร้ายอีกแล้วหรือนี่ ผมฝันเห็นภาพในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว
ในฝันนั้นผมนอนอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง แต่เตียงนั้นกลับตั้งอยู่ในห้องรับแขก
โดยมีผู้คนมากมายทั้งญาติ และเพื่อนๆ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาทักทาย
บางคนที่เป็นญาติผู้ใหญ่ยกมือขึ้นลูบหัวลูบหูแล้วพร่ำบ่นอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
เพื่อนบางคนก็มายืนดูหน้าผมด้วยสีหน้า และแววตาที่บ่งบอกถึงความเศร้า
และสงสารอย่างจับใจ อ่านทั้งเรื่อง
|