|
กำเนิดและวิวัฒนาการเรื่องสั้นของไทย(1)
เรื่องสั้นของไทยน่าจะมีพัฒนาการมาจากงานเขียนประเภทนิทานแต่เดิม
โดยเฉพาะนิทานที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และ วารสาร รุ่นแรกๆ ของไทย เช่น
หนังสือบางกอกรีคอร์ดเดอร์ ดรุโณวาท และวชิรญาณวิเศษ ทั้งนี้เพราะนิทานที่ลงพิมพ์
ในหนังสือเหล่านี้
มีลักษณะทางองค์ประกอบของเรื่องใกล้เคียงกับองค์ประกอบของเรื่องสั้นมาก กล่าวคือ
มีแก่นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ฉากและบรรยากาศเหมือนกัน
ขณะเดียวกันเรื่องสั้นของไทย ก็คงจะได้รับแบบอย่างการเขียนเรื่องสั้น
มาจากตะวันตกด้วย
เรื่องสั้นของไทยจึงมีลักษณะบางประการแตกต่างไปจากนิทานของไทยแต่เดิม เช่น
มีโครงเรื่อง เนื้อหา ฉาก บรรยากาศ บทสนทนา และตัวละครสมจริงต่างไปจากนิทานของไทยที่เป็นเรื่องสมมุติ
มี แก่นเรื่อง ที่สะท้อนปัญหาสังคม
หรือแสดงความคิดของผู้แต่งที่กว้างขวางกว่าขึ้นกว่าเดิม
ทั้งยังเป็นการสื่อสารความคิดระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านโดยตรง
โดยผู้อ่านวิเคราะห์เอาเองจากเนื้อเรื่อง เพราะผู้เขียนมิได้สรุปความคิดไว้ให้ในตอนท้ายของเรื่องอย่างนิทานของเก่า
เป็นต้น
สำหรับเรื่องสั้นเรื่องแรกของไทยนั้น สุดารัตน์ เสรีวัฒน์
ได้สรุปผลการวิจัยว่าคือเรื่อง "พระเปียให้ทานธรรม" ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ ปีที่ 2 ฉบับที่ 33 วันที่ 2 เดือน 7 แรม 8 ค่ำ ปีกุน นพศก 1249 (พ.ศ. 2430) เพราะเป็นเรื่องที่มีเนื้อเรื่องจบลงอย่างสมบูรณ์
และมีองค์ประกอบของเรื่องสั้นครบถ้วน กล่าวคือ มี แก่นเรื่อง
แสดงความอวดดีอวดเก่งและความพาลของพระรูแหนึ่ง แล้วกำหนด โครงเรื่อง
ให้พระรูปนี้อวดจะเทศน์ธรรมวัตร ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือไม่ใคร่คล่อง
แต่เมื่อเริ่มเทศน์แล้วติดตะกุกตะกักก็เลยหันไปวุ่นวายกับสัปปุรุษและพวกทายก
และในที่สุดก็เลยพาลไม่เทศน์เสียเลย นอกจากนี้ ตัวละคร ก็เป็นตัวละครที่สมจริง คือ
พระ พวกทายกลัปปุรุษ การสร้างลักษณะอุกนิสัยตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครเอก
คือพระเปียมีลักษณะสมจริง ผ่านสามารถเห็นอุปนิสัย อารมณ์และพฤติกรรมที่พระเปียแสดงออกได้อย่างชัดเจน
ฉาก กำหนดไว้แน่นอน คือ ศาลาการเปรียญวัดระฆัง ส่วน การดำเนินเรื่อง ใช้บุรุษที่ 1
เป็นผู้เล่าเหตุการณ์
มีอารัมภบทให้รู้ว่าต่อไปนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดมานานแล้วและจะนำมาเล่าให้ฟัง
ให้อ่านกัน บทสนทนา ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และ 2
แต่ยังไม่วางรูปแบบให้แยกออกมาจากบทบรรยายให้เห็นชัดเจน
และไม่มีเครื่องหมายอัญญประกาศกำกับ ถึงกระนั้นก็ตาม ก็นับได้ว่าเรื่อง "พระเปียให้ทานธรรม " มีลักษณะต่างๆ
ของเรื่องสั้นอย่างชัดเจนและสมจริงเป็นเรื่องแรก
นอกจากนี้ยังมีผู้ให้แนวคิดว่า
เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย คือ เรื่อง "นายจิตรกับนายใจสนทนากัน" ของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ลงพิมพ์ในหนังสือดรุโณวาทราวปี พ.ศ.๒๔๑๗ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ผู้นี้นับว่าเป็น ผู้มีบทบาท เป็นอย่างมาก ในการสร้างสรรค์เรื่องบันเทิงคดีสมัยใหม่
และเรื่องสั้นยุคบุกเบิก
แม้จะมีผู้คัดค้านว่าเรื่องนี้ไม่มีองค์ประกอบของเรื่องสั้นที่สมบูรณ์ก็ตาม
ส่วนเรื่อง "สนุกนึก" พระนิพนธ์กรมหลวงพิพิตปรีชากร
ที่ลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ เมื่อปี พ.ศ. 2427 ซึ่งแต่เดิมเคยถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งเรื่องสั้นไทยนั้น
ปัจจุบันกลับมีผู้แสดงความคิดโต้แย้งว่า
เรื่องสนุกนึกน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งนวนิยายไทย
มากกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งเรื่องสั้นไทย
ทั้งนี้เพราะเมื่อพิจารณาดูจากเนื้อเรื่องแล้วจะพบว่า
เรื่องสนุกนึกน่าจะยังไม่จบลงอย่างสมบูรณ์
บทสนทนาของตัวละครจึงมีลักษณะขาดหายไปเฉย ๆ และแก่นของเรื่องไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจน
นอกจากนี้หากพิจารณาดูเจตนาของผู้แต่งจากข้อความที่ได้บ่งบอกถึงเจตนาของผู้แต่งจากข้อความที่ได้บ่งบอกไว้ในตอนท้ายของเรื่องว่า
"เรื่องนี้จะยังมีต่อไป"
ก็ย่อมจะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงเจตนาของผู้แต่งในอันที่จะแต่งต่อไปด้วย
แต่การที่ผู้แต่งเรื่องสนุกนึกไม่ได้แต่งเรื่องต่อให้จบตามความตั้งใจเดิมนั้น
น่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการณ์เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นภายหลังก็ได้
ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเรื่องสนุกนึกมีลักษณะเป็นบันเทิงคดีร้อยแก้วของตะวันตก
ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับคนไทยสมัยนั้น ผู้อ่านส่วนใหญ่จึงพากันเข้าใจว่า
เรื่องราวที่กรมหลวงพิพิตปรีชากรสมมุติขึ้นเป็นเนื้อเรื่อง
คือเรื่องเล่าถึงภิกษุวักบวรนิเวศ 4 รูป สนทนากันอย่างสนุกสนานถึงเรื่องลาสิกขาบทออกไปเป็นฆราวาส
โดยพระบางรูปคิดจะสึกไปรับราชการ บางรูปคิดจะสึกไปประกอบอาชีพค้าขาย
และบางรูปคิดจะสึกไปมีครอบครัว นั้นเป็นเรื่องจริงจึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ
ทำให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปวเรศวนิยาลงกรณ์
ซึ่งทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศในขณะนั้นทรงน้อยพระทัยมาก
ด้วยสำคัญคิดว่ากรมหลวงพิพิตปรีชากรแต่งหนังสือประจานให้ร้ายวัดบวรนิเวศ
เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงร้อนพระทัยและตำหนิติโทษกรมหลวงพิพิตปรีชากร แต่เมื่อสมเด็จฯ
กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงทราบก็กลับสงสารและถวายพระพรทูลขอพระราชทานโทษกรมหลวงพิพิตปรีชากร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงยอมยกโทษให้
และคงเป็นเพราะมีเหตุการณ์วุ่นวายดังกล่าวนี้เอง
กรมหลวงพิชิตปรีชากรจึงไม่กล้านิพนธ์เรื่องสนุกนึกต่อไป ด้วยเหตุนี้ สุดารัตน์
เสรีวัฒน์ จึงมีความเห็นว่าเรื่องสนุกนึก น่าจะไม่ใช่เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย
เพราะขาดแก่นเรื่องซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของเรื่องสั้น
อย่างไรก็ตาม แม้เรื่อง "สนุกนึก" จะมีลักษณะเป็นบันเทิงคดีร้อยแก้วแบบตะวันตกที่ยังไม่จบลงอย่างสมบูรณ์ก็จริง
แต่ความวุ่นวายต่าง ๆ ของเรื่องสนุกนึกก็มีผลทำให้วงการนักเขียน
นักอ่านตื่นตัวและหันมาให้ความวนใจกับบันเทิงคดีร้อยแก้วแบบตะวันตกอย่างจริงจังมากขึ้น
โดยในระยะแรก ๆ ผู้เขียนนิยมใช้วิธีแปลจากภาษาต่างประเทศโดยตรง
ส่วนใหญ่แปลมาจากภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส เช่น เรื่องเนติบัณฑิต
เรื่องสู้ด้วยกลืนยาพิษ เป็นต้น
ต่อมาจึงใช้วิธีคิดแต่งเป็นเรื่องตามแบบแผนวรรณกรรมตะวันตก แต่ใช้ฉาก ตัวละคร
สำนวนภาษาและเนื้อเรื่องเป็นไทย เช่น เรื่องรักพี่เสียดายน้อง เรื่องสามโจร
เรื่องเนื้อคู่หนังคู่ เรื่องจะเป็นท่านสืบ เป็นต้น ต่อหน้า
2
กลับหน้าหลัก
|