ภารกิจสุดท้าย โดย เกลียวคลื่น
    
เตียงสีขาวหรือผ้าปูเตียงสีขาวครับ?
    แต่เดี๋ยวนี้ผมเห็นผ้าปูเตียงเป็นสีฟ้าหรือไม่ก็เขียวเกือบหมดแล้ว
    เอาละ บางโรงพยาบาลอาจจะยังเป็นสีขาวอยู่ก็ได้
    ผมชอบคำว่า
“สวนมนุษย์” มากครับ
    
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ไม่มีการคัดสายพันธุ์
    เพราะไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์อำนาจในการคัดตัดออก
    ก็ต้องบำรุงด้วยการพรวนดิน ใส่ปุ๋ยกันไป แม้ว่าจะไม่ใช่พันธุ์ดีแต่ก็จะให้ผลที่ดกงามได้ ซึ่งผลที่ดกงามนั้นจะมียีนใหม่ที่ทำให้พันธุ์ต่อมาดีขึ้นกว่าเดิม
    ภาษาพระเรียกว่า
“อภิชาตบุตร”
    
ประเทศไทยเราทุกวันนี้มีเรือกสวนไร่นาน้อยเกินไปถึงได้ยุ่งเหยิงอย่างนี้ ให้เป็นป่าก็ยังดีกว่าเพราะยังมีประโยชน์บ้าง แต่นี่เห็นทุ่งหญ้าที่เต็มด้วยวัชพืชเกือบทั้งนั้น  เลวร้ายยิ่งกว่าป่าหลายสิบหลายร้อยเท่า
    ครับ ประเทศไทยเต็มไปด้วย
“ทุ่งมนุษย์” ที่อุดมไปด้วย “วัชสัตว์”
    
เกือบลืม พอชื่นชมกับคำนี้อย่างอื่นก็พลอยดีไปหมด ต้องตั้งหลักใหม่เพื่อการวิจารณ์อย่างเป็นธรรม
    เดินเรื่องอย่างเรียบง่ายแต่กินใจดีครับ รายละเอียดที่เป็นส่วนเกินกลายเป็นองค์ประกอบเล็กๆที่ทำให้เห็นถึงความแน่นหนาของระบบครอบครัวที่อบอุ่น ปกปิดส่วนที่ผิดพลาดเล็กๆน้อยๆให้เลือนจางลงไป เรื่องนี้ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ถ้าหากมีเวลาว่างก็ปรับปรุงเขียนใหม่อีกครั้งให้ดีขึ้นกว่านี้จะได้เป็นผลงานที่เป็นอมตะ อย่างน้อยก็เป็นอมตะของตัวคุณเอง
    เพราะภารกิจสุดท้ายของปู่ ไม่ใช่ภารกิจท้ายสุดของพวกเรา

หวังว่าคงยังไม่สาย โดย สิริ
    
เรื่องนี้สนุกดี เล่นกับเวลาอย่างที่โจทย์ต้องการ หักมุมได้ดีเสียด้วย แล้วก่อนหักมุมยังมีปูพื้นด้วยการบ่นกับคนขับมอเตอร์ไซล์คได้ดีอีกด้วย  ซึ่งการบ่นครั้งนั้นสัมพันธ์กับการหักมุมตอบท้ายอย่างลุ่มลึกด้วยเพลงชาติไทย
    
สำหรับเรื่องนี้มีประเด็นสำคัญที่น่าจะพูดถึง เรื่องแรกคือการใช้เครื่องหมาย ... ตามหลังคำว่าเสร็จ นี่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ควรใช้ ... เพราะการเสร็จนั้นยังไม่เสร็จจริง ยังมีงานอื่นให้ทำต่ออีก เป็นการใช้อย่างมีเหตุผลที่นักประพันธ์ใหม่ๆควรเอาอย่าง
    ประเด็นที่สองเป็นความผิดพลาดครับ ข้อความท่อนแรกมีว่า
     
...บ้าเอ๊ย     ลืมเอกสารสำคัญ...
     
เขาวิ่งกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง   พุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานก่อนที่จะหยิบกระเป๋าเอกสารที่วางเตรียมไว้     แล้วรีบวิ่งออกไปที่ประตูอีกครั้ง
     
ต่อมาอีกไม่กี่บรรทัดมีว่า
    
เขาวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว   โดยก้าวข้ามทีละสามขั้น   ในขณะที่มือก็ใส่เนคไทไปด้วย   เมื่อถึงชั้นสองเขาก็ใส่เสร็จเรียบร้อยพอดี   และเมื่อลงถึงชั้นแรก   เขาก็ต้องพักหอบด้วยความเหนื่อย   ก่อนจะมองดูนาฬิกาอีกครั้ง
    
สงสัยครับว่าถือกระเป๋าเอกสารแล้วจะใส่เนคไทในขณะที่ลงบันไดทีละสามขั้นได้อย่างไร?
ชีวิตนี้...เพื่อเธอ โดย พุดพิชญา
    
หักมุมพอท้วมๆครับ ประเด็นการแข่งกับเวลาไม่เด่นชัดเท่าใดนัก แค่เพื่อนทุซซี่กำหนดให้อย่างไม่มีเหตุผลเท่านั้นเองอย่างไรก็ตาม เป็นการเขียนตามกติกาได้อย่างสมบูรณ์ เนื้อเรื่องไม่เด่นแต่ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะเจตนาของโจทย์นี้คือฝึกการเขียนแบบเล่นกับเวลาเพื่อให้เอาไปใช้ในเวลาที่ต้องการ
    ประเด็นที่น่าชมคือสำนวนเขียนเรื่องให้น่าติดตามทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะเร่งไปทำไม ถ้าหากเรื่องนี้จะไม่ได้รางวัลก็เป็นเพราะเนื้อเรื่องมีน้ำหนักเบากว่าของคนอื่นเขา
ชีวิตกึ่งสำเร็จรูป โดย ภิษัชบุรุษ ศิษย์พงศ์นาค
     
ถ้าใครลืมเอามาก็ต้องพึ่งพารองเท้าแตะเอาวางกั้นกลางระหว่างพื้นดินกับก้นของตนเอง  
     ในกรณีนี้น่าจะใช้คำว่า
“คั่นกลาง” มากกว่า “กั้นกลาง” สองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน แล้วยังมีอีกคำหนึ่งคือ “กั้นกาง” ซึ่งก็แตกต่างกันไปอีก
    
คั่น - ยกตัวอย่างคั่นหนังสือ ส่วนที่คั่นบางส่วนยังติดกันอยู่ การคั่นเป็นการทำให้รู้ว่าแบ่งตรงไหน
    กั้น
– นี่เป็นการไม่ให้ยอมผ่าน ตัวอย่างเช่น กั้นฝูงชน กั้นน้ำ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่กลางระหว่างอะไรกับอะไรก็ได้ แต่จะอยู่ระหว่างสองสิ่งหรือสองสถานะก็ได้อีกนั่นแหละ
    
แต่ถ้าเป็นร่มกับแดด จะใช้คำว่า “กั้นกาง”
    
ภาษาไทยพิลึกหนักขึ้นไปอีกเมื่อเป็นอาการของคนที่ไม่ยอมให้ผ่านถึงขนาดยกแขนทั้งสองขึ้นมาจะใช้คำว่า “กางกั้น”ฉากหรือม่าน – ก็ใช้คำว่ากางกั้นเหมือนกัน
    
แต่ถ้าหนุ่มสาวนั่งเบียดกันมากไปหน่อย ผู้ใหญ่จะส่งหลานมานั่งแทรกกลางเป็น “ตัวคั่น”
    “
ถามดีๆ   ทำไมต้องตะครอกด้วยล่ะ”
    
ตะคอกถึงจะถูกนะ
    เงินเป็นฟ่อนนะครับ ไม่ได้เป็นฟ้อน
    เนื้อเรื่องถือว่าใช้ได้เลย วิธีการเล่าก็ดี คือเล่าเป็นฉากแต่มาประสานกันในภายหลัง แสดงว่าเข้าใจรูปแบบในการนำเสนอบางแบบได้แล้ว
    เวลาห้านาทีเป็นประเด็นในอีกแบบรูปหนึ่งที่อธิบายในตอนท้าย ก็กินใจอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้เอามาเป็นหลักในการเดินเรื่องน้ำหนักเลยน้อยไปหน่อย
    น้อยลงไปนิดเดียวเท่านั้นแหละ
กุ๊กมือใหม่ร้ายบริสุทธิ์ โดย โยทะกา
    
เขียนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มีประเด็นให้เห็น แต่ประเด็นยังไม่ชัด ลงท้ายกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เล่ามาตั้งแต่ต้นเลย การเดินเรื่องยังขัดๆอีกนิดหน่อย ยังมีพิมพ์ผิดเป็นบางคำอีกเล็กน้อย ปรึกษาเรื่องการพิมพ์กับหลวงตาอีกหน่อยซิ เพราะเวลาอ่านแล้วมันกระโดดๆ เข้าใจว่าเจตนาจัดหน้ามากไปทั้งๆที่มันตัดหน้าอัตโนมัติ พิมพ์ไปเรื่อยๆ ขึ้นย่อหน้าตามที่ควรจะขึ้น แล้วจากจัดหน้าจะออกมาเอง แล้วก็ไม่ต้องเว้นตัวว่างหลังเครื่องหมายคำพูดด้วย ถ้าจะเว้นต้องเว้นในวงเล็บตามหลักภาษาไทยครับ
    มีที่ต้องชมก็คืออารมณ์ในการเขียนเรื่อง ตรงนี้ทำได้ดีแล้ว อ่านแล้วรู้สึกหิวตาม
นักฆ่าไซเบอร์ โดย โยทะกา
    
แต่งเรื่องได้ดีขึ้นมาก แม้ว่าจะยังไม่เจ๋งเท่าที่ควรก็เถอะ
    มีนำเรื่อง มีเดินเรื่อง แล้วก็มีสรุปเรื่อง สำนวนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้องพยายามต่อไป ซึ่งเรื่องความพยายามนี้ผมมั่นใจมากว่ามีอยู่ในตัวของโยทะกาอย่างล้นเหลือ
    เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเวลาตามกติกาก็จริง แต่เวลาไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญของเรื่องแล้วก็ไม่ได้เขียนเรื่องเล่นกับเวลาอย่างที่โจทย์ต้องการด้วย
พิรุณโปรยปราย โดย ทิววาริณ รัตน์ราตรี
    
อ่านแล้วได้เห็นการพัฒนาฝีมือขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเป็นคนละคนเขียนภายในเวลาสามเดือนและหกเดือน เป็นความเร็วจนน่ากลัวและน่าเสียดาย
    การบรรยายจัดได้ว่าเยี่ยมมาก ได้อารมณ์แม้ว่าจะมีพิมพ์ผิดหรือใช้ศัพท์ผิดอยู่หลายแห่งก็ตาม แต่เป็นอารมณ์อะไรล่ะ? ตรงตามที่ต้องการนำเสนอผู้อ่านหรือเปล่า? และอยู่ในข้อกำหนดของโจทย์ฝึกหรือเปล่า?
    สำนวนกวัดแกว่งราวกับการร่ายรำเพลงกระบี่ การบรรยายที่ม้วนตลบราวกับหมอกควันที่มีชีวิต การเชื่อมต่อและสอดประสานของบทความและอักษรดูคล้ายกับเหนือชั้น แต่กลับบิดเบี้ยวและไม่เชื่อมต่อเท่าที่ควร
    ผู้ช่วยนายกฯยิงบาร์เทนเดอร์หรือยิงนายกฯกันแน่? ( ใช้คำว่าชายหนุ่มผู้ซึ่งอยู่ในภาวะตกตะลึงซึ่งก่อนหน้านี้ใช้คำว่าชายวัยกลางคนกับนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความสับสน )
    ทำไมต้องยิง?
    ถ้ายิงบาร์เทนเดอร์แล้วคำสั่งฆ่าเกิดผลอะไรต่อมา?
    ทำไมต้องรอเครื่องบิน?
    รอเครื่องบินที่ห้องชั้นสิบสี่ก็หมายความว่าไม่ได้รอที่สนามบิน เพราะไม่มีสนามบินใดมีอาคารสูงขนาดนั้น แล้วเครื่องบินขึ้นจากไหน? หรือว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์? แต่เครื่องบินปีกหมุนก็ไม่สามารถบินไกลถึงประเทศจีนนี่นา
    เหมือนกับจิตกรที่ยังไม่เจนจบภาพเหมือนจริงแล้วไปวาดภาพเหนือจริง หนักยิ่งไปกว่านั้นคือเกือบจะวาดให้เป็นภาพนามธรรม อาจจะดูสวยหากแต่เป็นความสวยที่บิดเบี้ยว
    บวกกับความไม่รู้อีกบางประการเช่น ไวน์ปีชั้นดีราคาแพงเพราะบ่มมาหลายสิบปีจะไม่ถูกดื่มในแก้วราคาถูกที่มีรูปร่างเป็นผู้หญิงหรอกครับ
    แก้วไวน์จะเป็นทรงป้อมก้านสูง จะให้เยี่ยมกว่านั้นก็ต้องเป็นแก้วคริสตัล ความโค้งของแก้วจะทำให้กลิ่นอบอวลอยู่ในภายในแก้ว เวลาดื่มจะได้กลิ่นไปด้วย เวลาจับแก้วก็จะต้องจับที่ก้านแก้วเพื่อไม่ให้อุณหภูมิของร่างกายไปทำให้รสชาติของไวน์เปลี่ยน ยิ่งกว่านั้นคือเวลาที่น้ำไวน์อยู่ในปาก จะมีวิธีกระดกและกระดิกลิ้นเพื่อให้ได้รสชาติดีขึ้นอีกด้วย
    ทว่าเมื่ออ่านอีกเที่ยว บางครั้งผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเจตนาจะให้มีตำหนิเสียด้วยซ้ำ
!
    
อย่างที่เขียนเอาไว้บรรทัดแรก น่ากลัวและน่าเสียดาย
    แล้วยังมีความน่ากลัวอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นกับผม เป็นความน่ากลัวเหมือนกับว่าผมกำลังเจอหลุมขนาดใหญ่ที่ยากจะเข้าใจว่าเป็นหลุมอะไร อาจจะเป็นหุบเหวหรือขุมทองก็ได้
    หากมีโอกาสผมอยากได้พบและพูดคุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตัว บางที ผมอาจจะมีความคิดอะไรที่แปลกออกไปจากที่คิดอยู่ในเวลานี้ก็ได้
    นักประพันธ์ใหม่ที่เขียนเรื่องได้ขนาดนี้หาได้ยาก งานเขียนชิ้นนี้ผมทึ่งมาก โลกวรรณกรรมยังต้องการคนแบบคุณเอส เพราะการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ถ้าหากว่าไม่มีใครสอนให้เป็นการเฉพาะแล้วจัดว่าเป็นอัจฉริยะเลยทีเดียว ถึงมีคนสอนก็ต้องชมว่าเก่ง
    อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการประกวดตามโจทย์แล้วไม่ผ่านครับ เพราะรวมฉากที่เล่าย้อนกลับไปกลับมาแล้วเกินห้านาทีอย่างแน่นอน
    ตอนต้นและตอนท้ายแต่งเติมมาให้เป็นเวลาในการเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เกินอย่างแน่นอนไม่ว่าจะพิมพ์เร็วขนาดไหนก็ตาม
    ดังนั้นประเด็นเวลาห้านาทีที่เป็นเจตนาของโจทย์จึงเป็นการเอามาใช้อย่างเจตนาจะเลี่ยงไม่ให้ความสำคัญกับโจทย์เท่าใดนัก เวลาห้านาทีที่ต้องการให้เป็นโจทย์ฝึกจึงเป็นได้แค่บทประกอบเรื่องเท่านั้นเอง
    อาจจะเป็นอ่านโจทย์ไม่กระจ่างก็ได้
คน..ขี้..ตกใจ โดย papus
    
ที่จริงแล้วเรื่องตลกเหม็นๆนี่ผมไม่ค่อยชอบเท่าใดนัก แต่เห็นจะต้องยกเว้นเรื่องนี้ไว้เรื่องหนึ่ง เป็นเพราะสำนวนการเขียนที่ทำให้รู้สึกเห็นใจแกมขำขันมากลบความเหม็นเอาไว้สนิท
    เวลาห้านาทีที่กำหนดไว้ก็ใช้ประมาณนั้นอย่างไม่เจาะจง
    อย่างไรก็ตาม จะเล่าเรื่องจริงให้ฟังเรื่องหนึ่งนะครับ
    เมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้วนิตยสาร ต่วย
’ตูน อันโด่งดังได้ออกหนังสือรายเดือนมาเล่มหนึ่ง หน้าปกเป็นรูปการ์ตูนลายเส้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหน้าห้องน้ำ มีมือยื่นออกมาจากใต้ประตูในลักษณะที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพยายามจะไขว่คว้าอย่างสุดความสามารถ และสิ่งที่พยายามคว้าแต่ไม่ถึงนั้นคือม้วนกระดาษชำระที่กลิ้งไกลออกมาเกินเอื้อม
    
ใครเห็นก็ขำโดยไม่ต้องมีคำบรรยาย แล้วก็เป็นขำลึกที่ต้องวาดภาพในใจประกอบ
    ( การ์ตูนขำโดยไม่ต้องมีคำบรรยายนั้นถือว่าเป็นสุดยอดฝีมือของการ์ตูนฮิวเมอร์ )
    วันเสาร์ต่อมาจากวันที่ออกจำหน่าย พี่ต่วย เจ้าสำนักพิมพ์ ต่วย
’ตูนที่นั่งรอพบพรรคพวกมาร่วมเสวนาเคล้าน้ำทองแดงอยู่ที่บ้านตามนัด ( เป็นนัดประจำ ทุกเสาร์เวลาเที่ยงเป็นต้นไป ) ก็ได้พบเพื่อนซี้เก่าแก่ที่โด่งดังด้านการเขียนไม่บันเบา เขาผู้นั้นคือ ’รงค์ วงศ์สวรรค์ ทันทีที่สองผู้ยิ่งใหญ่เจอหน้ากัน ผมที่มาถึงก่อนก็ได้ยินคำทักทายชัดเจนพร้อมกับชูหนังสือหันด้านปกให้ดู
    
“เฮ้ย ต่วย เดี๋ยวนี้ฟอร์มตกถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”
    
ก็แค่เล่าให้ฟังเท่านั้นเองแหละครับ เวลาเปลี่ยนไป อะไรๆมันก็เปลี่ยนไปได้แม้แต่ความคิดของคน
    แต่ตอนนั้นน่ะ พี่ต่วยไม่ได้เถียงเลยสักคำ
วิหคสายฟ้า โดย ส.บุญเรือง
    
ดวงอาทิตย์กลมโตสีแดงเรื่อลอยสูงเหนือยอดไม้   ส่องแสงอบอุ่นสู่มวลพืชและสรรพสัตว์บนพื้นโลก   แสงบางส่วนแผ่สูงขึ้นไปเหนือน่านฟ้าไทยที่ความสูง   27,000   ฟุต   สะท้อนลำตัวเครื่องบินโบอิ้ง   777   ลำหนึ่งที่ลอยลำท่ามกลางหมู่เมฆเป็นประกายวาววับ
     
ผิดหลักวิทยาศาสตร์ครับหลวงตา ดวงอาทิตย์อยู่เหนือยอดไม้เพียงเล็กน้อยก็จริง แต่นั่นเกิดจากมุมมองของคนบนพื้น ถ้าสูงขึ้นไปสองหมื่นเจ็ดพันฟุต แสงก็ไม่ได้แผ่ขึ้นไปหรอกครับ เพราะดวงอาทิตย์จะสูงตามมาด้วย มองจากบนเครื่องแล้วจะเห็นว่าคล้ายเป็นเวลาสายๆเอาด้วยซ้ำ
    การเขียนเรื่องล้อเลียนแบบนี้เป็นกลยุทธหนึ่งของการเขียน เหมาะสมสำหรับนักประพันธ์ที่ทำงานเป็นกลุ่มและมีแฟนประจำอยู่แล้ว อย่างเช่นตามนิตยสารต่างๆ ตะเกียงของเราก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่สามารถนำบุคลิกคนใกล้ตัวมาสร้างเป็นตัวละครได้ แสดงว่าหลวงตาก้าวหน้ามาอีกขั้นหนึ่งแล้ว
    แต่บทประพันธ์แบบนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกัน คือคนอ่านจะเข้าใจจนสนุกตามได้ต้องเป็นคนที่รู้จักตัวละครนั้นๆในโลกของความจริงเสียก่อน ซึ่งทำให้กลายเป็นความเข้าใจในวงจำกัด งานก็เลยไม่เป็นสากลไป แต่ถ้าตัวละครที่หยิบยืมมาจากชีวิตจริงเป็นผู้ที่คนทั่วไปรู้จักก็แก้ปัญหานี้ไปได้ ทว่าอีกนั่นแหละ ตัวตนจริงๆนั้นมียุคสมัยของมันอยู่ นานไปเขาก็ลืม เด็กรุ่นหลังไม่รู้จักแล้วเลยไม่
“อิน” กับตัวละครที่นำเสนอ
    
เนื้อเรื่องก็สนุกแบบง่ายๆตามแบบของหลวงตา แม้ว่าการบรรยายจะยังไม่จ๊าบ แต่บทสนทนาใช้ได้เลยละครับ
    สำหรับบทสนทนานี้ไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามความเป็นจริง แต่ให้ใกล้เคียงที่สุด เราไม่ใช่นักบินหรือทำงานด้านสื่อสารเกี่ยวกับการบินจึงกระจ่างแจ้งว่าจริงๆแล้วเขาพูดกันอย่างไร แต่ก็ต้องหาความรู้เอาไว้บ้าง อย่างไรก็ตาม รู้มากไปก็เขียนไม่สนุกเหมือนกันเพราะบางคำเป็นศัพท์เฉพาะที่คนอ่านเขาไม่รู้เรื่อง ใช้ศัพท์พอให้ได้อารมณ์เสมือนจริงก็เพียงพอแล้ว อย่างที่ทำในบทประพันธ์เรื่องนี้แหละ
ศึกชิง...สายเลือด โดย พุดพิชญา
    
เนื้อเรื่องดี หักมุมดี ประชดประชันดี ขบขันดี มีคติสอนใจด้วย
    เวลาห้านาทีมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญของเรื่องอย่างที่โจทย์ต้องการ
    แต่มีข้อผิดพลาดอย่างแรงเลยละครับ เป็นการพลาดตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่
    จุติ
– แปลว่าตายครับ!
    
ตายจากการเป็นเทวดา  สัตว์นรกจะไม่ใช่คำว่าจุติ
    เพราะฉะนั้น วลีที่ถูกต้องคือ
“จุติลงไป” ไม่ใช่ “ลงไปจุติ”
    
ภูต – ผีชนิดหนึ่ง
    
ภูติ – ความรุ่งเรือง ความมั่งคั่ง
    
ต่างความหมายกันอย่างสิ้นเชิงครับ
    ฉันใด
– โคลงฉันท์
    
ฑูต – คำนี้เขียนถูกแล้วครับ ( ถูกในความคิดของผม ) แต่บางคนที่มีส่วนในการกำหนดคำในพจนานุกรมท่านกำหนดให้ใช้คำว่า “ทูต”
เพื่อแผ่นดิน โดย กลา วัตตโต
    
หักมุมสองชั้นโดยการบรรยายตอนจบ สวยงามครับ
    เวลาในเรื่องห้านาที แต่มีฉากทวนความหลังตอนเดชพลโดนจับเกินกว่าห้านาที
    เดชพลที่เป็นตัวเดินเรื่องแต่แรกและเป็นผู้ทำให้เรื่องนี้ผิดกติกาห้านาทีและมีฉากความหลังคำนึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขมวดท้ายเรื่องเลย
    ผู้หญิงที่ถูกจับมาด้วยเป็นตัวละครเกินจำเป็นที่มีบทสนทนา
    ชายหน้าเข้มที่เปิดตัวมาเหมือนกับจะมีความสำคัญกับเนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าปล่อยประโยคเพราะๆออกมาสองครั้งแล้วก็หมดความหมายไป
    ฉำฉาที่ไม่มีการเกริ่นนำมาเลยแต่แรกนอกจากอยู่ในความคิดของโทนี่หัวหน้าโจรกลับเป็นผู้ปิดเรื่องอย่างวีรบุรุษ
    ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ทำให้ผมไม่สามารถลงความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีได้
เธอรอรับสายอยู่ โดย พัฒนา สุดยาใจ
    
เวลาห้านาทีกับการเดิมพันอย่างง่ายๆ แล้วก็จบลงอย่างง่ายๆ ไม่น่าระทึกใจเท่าที่ควรความเข้มข้นของเนื้อเรื่องจึงลดลงไป
    การบรรยายดีขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมี
“คำแต่ง” บางคำที่ฟุ่มเฟือยและผิดความหมายอยู่บ้าง เช่น
    
พยายามลำเลียงความคิด – ที่ถูกควรจะเป็นเรียบเรียง หมายถึงการจัดอย่างเป็นระบบ ลำเลียงมีความหมายว่าส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
    
วิ่งล้ำเส้นออกจากอาคารทันที – ล้ำเส้นมีความหมายว่าผ่านแนวที่ไม่ควรผ่าน กรณีนี้ไม่เรียกว่าล้ำเส้น แค่ข้ามเส้นเท่านั้น แต่ก็ยังไม่ไพเราะอยู่ดีแหละ แค่ผ่านประตูก็พอแล้ว
    
วัตถุขับเคลื่อนสี่ล้อ – วัตถุมีความหมายกว้างเกินไปครับ ใช้คำว่าพาหนะดีกว่าในเมื่อมันเป็นรถยนต์ แต่เป็นรถแล้วก็ยังไม่ควรใช้คำนี้ เพราะรถยนต์มีทั้งขับเคลื่อนสี่ล้อและสองล้ออีกด้วย ทั้งลานจอดรถคงไม่ได้มีแต่รถขับเคลื่อนสี่ล้อทั้งหมด จริงไหม? พาหนะสี่ล้อใช้ได้แล้ว รับรองว่าไม่มีใครเข้าใจว่าเป็นรถเข็นอย่างแน่นอน
    
ผมพลางค้อมมองดูนาฬิกาข้อมือ – ค้อม เป็นอาการก้มลงทั้งร่างส่วนบน คงไม่มีใครก้มลงดูนาฬิกาแบบนั้นแน่ ก้มหน้าลงดูนาฬิกาข้อมือก็ยังแปลกหน่อย อาการยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกาเป็นความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนกว่า หรือจะให้ชัดมากขึ้นก็ก้มลงดูนาฬิกาบนข้อมือที่ยกขึ้นมา เอ...รู้สึกฟุ่มเฟือยเหมือนกันแฮะ
    
ส่วนมากคุณพัฒนาก็มีจุดอ่อนอยู่ตรงนี้แหละครับ เลือกใช้คำให้เหมาะสมและถูกต้องความหมายและอารมณ์ที่ต้องการจะดีขึ้นอีกมากเลย
เวทีสำคัญของโปรดเปรี้ยว โดย ภู
    
เรื่องนี้แทบไม่มีห้านาทีเข้ามาเกี่ยวข้องเลย อ่านแล้วเหมือนกับเขียนอย่างเร่งรีบแค่พอให้ผ่านๆ ไม่ค่อยมีเวลาหรือไงภู?
    แต่เห็นได้ว่ามีพัฒนาการที่จะแต่งเรื่องให้ผู้อ่านเข้าใจได้มากขึ้น
    เนื้อเรื่องอยู่ในระดับน่าพอใจ บรรยายให้เข้าใจง่ายขึ้นเป็นสิ่งดี แต่ไม่ลึกซึ้งเหมือนเดิมนี่ซิคือปัญหา
    ถ้าจะให้วิจารณ์ตรงๆก็มีอยู่วลีเดียวเท่านั้นแหละครับ
    ต่ำกว่ามาตรฐานไปหน่อย

 

กลับหน้าหลัก
Copyright by sompornpa@hotmail.com  All right reserved.