ครูพันธุ์ พงศ์นาค วิจารณ์เรื่องตะเกียง ๙
กากี่นั้ง
โดย ส.บุญเรือง
          
“โครม!” เสียงนี้ไม่ควรอยู่ในเครื่องหมายคำพูด
         
การเดินเรื่องด้วยเสียงสนทนาประกอบการบรรยายคล้ายกับบทละครมากไป ผู้อ่านต้องพยายามทำความเข้าใจกับอารมณ์ของตัวละครมากเท่ากับที่นักแสดงพยายามตีบทให้แตกเลยทีเดียว อย่างนี้ไม่นับว่าเป็นงานเขียนที่ดึงอารมณ์ผู้อ่านครับ วิธีบรรยายท้ายประโยคคำพูดน่าจะทำให้เกิดอารมณ์ร่วมมากขึ้น
         พระอาทิตย์แดงเรื่อ เหมือนกับไม่มีอะไรผิด แต่สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นความสำคัญเล็กๆที่อยากจะให้ใช้คำว่า
“ดวงอาทิตย์” มากกว่า คำว่า “พระ” เมื่อนำหน้าอาทิตย์ให้ความรู้สึกว่าเป็นองค์เทพมากกว่าเป็นดวงกลมโตบนท้องฟ้า ดวงจันทร์ก็ทำนองเดียวกัน ลองคิดดูซิครับว่าถ้าหากเราใช้คำว่า พระเสาร์ พระพฤหัสบดี เราจะคิดถึงอะไร?
         
เมื่อไม่ได้คิดเรื่องขึ้นมาจากคำว่ากากี่นั้ง ก็เลยทำให้น้ำหนักของคำนี้อ่อนลงไปมาก นอกจากนั้นความหมายของคำกับเนื้อเรื่องยังเข้ากันไม่สนิท เช่นเดียวกับบรรยากาศในเขมรกับชาวจีนที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน
         แต่แนวเรื่องและเจตนาในการนำเสนอถูกต้องแล้วครับ

กากี่นั้ง
โดย ดั่งช่ออินทนิล
          
คิดถึงประเด็นกากี่นั้งจนเพี้ยนไปเลยเหรอ?
         ก็ต้องนับว่าเขียนดีอ่านสบายตามากขึ้นกว่าเดิม แต่การจับประเด็นไปยกเอาข้อความที่ผมโพสต์ไว้มาเขียนถึงอย่างตรงๆโดยไม่ได้ดัดแปลงนักทำให้ไม่เป็นเรื่องแปลกใหม่เท่าที่ควร
         พัฒนาอย่างแช่มช้าก็จริง แต่เห็นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ผมจะรอวันที่พัฒนาจนถึงขั้นได้รางวัล เชื่อว่าต้องมาถึงสักวัน

กากี่นั้ง
โดย เรียมเอง
         
อะไรที่มากไป อะไรที่น้อยไป ก็หมายความว่าไม่มีความพอดีเหมือนกัน
         คุณรู้จักดอกไม้ดีเยี่ยม แต่เมื่อเอามาใช้อย่างฟุ่มเฟือยก็ทำให้ดึงเอาความเด่นของเนื้อเรื่องไป จนบางครั้งเกิดความรู้สึกงงๆว่าคุณจะบรรยายเกี่ยวกับดอกไม้ทำไมอีก?
         บางทีคุณอาจจะคิดว่าการบรรยายถึงดอกไม้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าคุณกำลังคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ใครๆเขาเปรียบเทียบผู้หญิงกับดอกไม้ทั้งนั้น แต่เชื่อไหมว่าการบรรยายถึงดอกไม้มากเกินไปทำให้ผมรู้ล่วงหน้าว่าคุณกำลังเขียนถึงเพศที่สาม ก็เพราะว่ามันเกินไปนี่แหละ
         วิธีการเขียนเรื่องโดยรวมของคุณถือว่าใช้ได้นะ หากแต่ประเด็นนำเสนอไม่ตรงกับคำว่ากากี่นั้งที่ผมให้โจทย์เอาไว้ โจทย์นี้เป็นโจทย์ฝึกหัดแกมประกวดเพื่อให้มีการพัฒนาฝีมือครับ ลองเอาโจทย์แรกๆมาทำหรืออ่านของคนอื่นไปก่อน จากนั้นก็ทำโจทย์ที่จะให้ไปเรื่อยๆ รับประกันว่าฝีมือพัฒนาขึ้นแน่ครับ
กากี่นั้ง โดย อวโร
         
แม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจคำว่ากากี่นั้งมากพอ แต่คุณเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเป็นนักประพันธ์แล้ว ครับ เราคือผู้กำหนดชีวิตของตัวละคร แต่ที่สำคัญและต้องเข้าใจมากกว่าคือทำอย่างไรให้ตัวละครมีชีวิต อ่านทวนอีกครั้งนะครับ แล้วพยายามทำความเข้าใจให้กระจ่าง
         ข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนดวงตายังไม่กระจ่างเท่าที่ควรครับ ถ้าหากโอ้เอ้มาในวันประกาศผลผมจะให้เขาอธิบายให้ฟังว่าความจริงแล้วเป็นอย่างไร
         คือว่าการเปลี่ยนดวงตาทั้งลูกยังไม่มีหมอเทวดาคนใดทำได้ครับ การรักษาในปัจจุบันทำได้แค่เปลี่ยนบางส่วนของเลนส์ตาเท่านั้น และการเปลี่ยนเลนส์ตานั้นแทบจะไม่ต้องหาความเข้ากันได้เลย
กากี่นั้ง
โดย ภารตี
          
เนื้อเรื่องเดินมาดีแล้วละครับ แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะปรับปรุงสามบรรทัดท้ายใหม่อันเป็นข้อความที่ชัดเจนว่ากากี่นั้งคืออะไร ก็เลยเห็นชัดว่าผู้ประพันธ์ตีความในความหมายเดียว แต่ในเรื่องนี้มีโอกาสที่จะเปิดประเด็นได้อีกหลายประเด็น
         อาแปะเป็น
“กากี่นั้ง” เพราะว่าเป็นคนในเส้นทางเดียวกันกับปู่ อาจจะเป็นคนที่ตายก่อน คนที่เคยเจ็บมาก่อน ได้ทั้งสองอย่างความตายเป็น “กากี่นั้ง” เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนแยกหรือหนีห่างได้ ตรงนี้ถ้าไม่บรรยายตรงๆแล้วเขียนให้คนอ่านเข้าใจเองน่าจะดีขึ้น
         
ถ้ามี “กากี่นั้ง” อีกหนึ่งหรือสองความหมายมาเป็นตัวเปรียบเทียบก็ยิ่งทำให้เรื่องมีความเข้มมากขึ้น ผมจะไม่บอกนะว่าเป็น “กากี่นั้ง” ในความหมายใด ลองคิดเอาเองแล้วกลับมาบอกผมด้วยเรื่องเขียนที่ปรับปรุงแล้ว
         
( เมื่อตัดสินแล้วจึงต้องอธิบายเพิ่มเติมเพื่อเพื่อนร่วมกลุ่มได้เข้าใจว่าผมต้องการอะไร เรื่องจากการประกวดตะเกียงเป็นแบบฝึกหัดด้วย)
         เพิ่มตัวละครสักตัวเป็นเพื่อนเรียนวัยเด็กของปู่มาเยี่ยมแล้วคุยกันเรื่องความหลังและการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนในวัยเดียวกัน นี่เป็น
“กากี่นั้ง” ได้
         
เพิ่มตัวละครอีกสักตัว เป็นเด็กหรือหนุ่มที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกันด้วยโรคร้ายเดียวกัน นี่ก็เป็น “กากี่นั้ง” ได้อีก และน่าจะมี “กากี่นั้ง” ได้อีกถ้าคิดให้ไกลไปอีกเรื่อยๆ
กากี่นั้ง
โดย ลีลา
         
คำว่า “วันวาร” ระยะหลังเห็นมีคนใช้คำนี้กันแยะ คงจะเป็นการเลียนแบบมาโดยไม่รู้จริงว่านี่คือการจับภาษาไปบวชให้มีกลิ่นอายบาลีจะได้รู้สึกว่าขลัง ที่จริงแล้วน่าจะใช้คำว่า “วันวาน” มากกว่า แม้คำว่า “วาน” จะแปลว่าก่อนวันนี้วันหนึ่ง แต่เมื่อก่อนไปเรื่อยๆก็อาจจะตีความว่าเป็นวันที่ผ่านไปแล้วได้
         
ส่วน “วาร” โดยตัวมันเองแปลว่า “วัน” อยู่แล้ว หรือจะแปลว่า “วาระ” “ครั้งหนึ่ง” ก็ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วไม่น่าจะใช้เป็นคำแทนวันที่ผ่านไปแล้วได้เลย
         
เนื้อเรื่องอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ครับ การเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องย่อมเป็นแนวทางที่ดี แต่การนำเสนอเรียบง่ายไปหน่อยจนทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดและอารมณ์
         ชาติน่ะเห็นว่าตำรวจเป็น
“กากี่นั้ง” แต่ตำรวจไม่เห็นอย่างนั้น
         
การเสี่ยงตายของชาติไร้เหตุผล มีแต่ความเป็นเพื่อน แต่ทำให้เกิดผลอยู่สองอย่าง หนึ่งคือเพื่อนรอดตาย และสองคือโอกาสให้เพื่อนได้กลับใจ โดยที่ไม่ได้ให้การซัดทอดเพื่อนด้วย น่าสะเทือนใจไม่น้อยที่ความเป็นเพื่อนได้รับการตอบแทนเช่นนี้
         คนอย่างชาติไม่มีโชคที่ชีวิตของเขาอยู่ผิดที่ผิดเวลา เขาเสียสละให้เพื่อนรอดแต่เขาโดนจับ เขาต้องอยู่ในสถานพินิจขณะที่เพื่อนได้เรียนหนังสือ เมื่อเส้นทางมันเป็นเช่นนี้สมองของเขาย่อมตีบตันคิดอะไรไม่ออกนอกจากคิดแบบโง่ๆอย่างที่เขาคิด
         คิดในทางกลับกัน ถ้าหากตำรวจนายนั้นเป็นผู้โดนจับจะซัดทอดถึงชาติหรือไม่? พิจารณาจากการตัดสินใจในครั้งนี้แล้วเชื่อว่าเขาซัดทอดแน่ ก็จะไม่มีใครได้เป็นตำรวจแต่จะมีโจรสองคนแทน
         คนอย่างชาติถ้าเป็นทหารในยุทธภูมิละก็ ผมเชื่อว่าเขาจะต้องได้เหรียญกล้าหาญ นี่แหละคือการอยู่ผิดที่ผิดเวลา มนุษย์ต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานที่และเวลา ใครจะด่าว่าเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีก็เถียงกันไป
         อย่างไรก็ตามถ้าผมเป็นตำรวจ แม้แต่ตำรวจในเรื่องเขียนของผม ผมจะไม่หักหลังเพื่อนหรอก โดยเฉพาะเพื่อนที่ให้โอกาสผมกลับมาเป็นคนแบบเอาชีวิตเข้าแลก มีวิถีทางเลือกอีกมากมายที่ไม่ต้องหักหลังเพื่อนชนิดเอาเทปเข้าไปลอบอัดเสียงที่หลอกให้เพื่อนสารภาพ อย่างเช่นการขอถอนตัวจากคดีโดยอ้างความผูกพันที่มีต่อกันมาก่อน
         ครับ
“ กากี่นั้ง” กับ “กากีนั้ง” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กากี่นั้ง
โดย ภิษัชบุรุษ ศิษย์พงศ์นาค
         
อ่านแล้วพอจะเข้าใจได้ว่าโอ้เอ้เข้าถึงอะไรบางอย่าง เป็นการเข้าถึงที่แสดงว่าเดินมาถูกทางแล้ว หากแต่การนำเสนอให้ผู้คนเข้าใจยังไม่ถึงระดับ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของความคิดและแนวเรื่องที่เข้าใจยากอย่างนี้ ลองหาทางบรรยายใหม่ครับ ประเด็นที่สำคัญในการบรรยายคือ
         
“ให้ผู้อ่านตามความคิดของเรามา ไม่ใช่ พยายามอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจแนวความคิดของเรา เพราะตราบใดที่ผู้อ่านไม่ตาม ตราบนั้นก็ยากที่จะเข้าใจ”
         
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ได้ดึงคำว่า กากี่นั้งออกมาใช้อย่างเต็มที่
กากี่นั้ง
โดย ทิววาริณ รัตน์ราตรี
         
คุณเขียนได้ราวกับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ
         นั่นคือความจริงที่ว่ามันสับสน จับต้นชนปลายไม่ได้ ไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด มีแต่พวกมึง พวกกู และความเชื่อที่อยู่นอกเหนือกฎ
“กาลามสูตร” กลายเป็นเชื่อเพราะอยากเชื่อ เชื่อเพราะตรงกับที่เชื่อ
          
ผมไม่พอใจทุกครั้งที่มีการรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาโดยผู้ที่ไม่รู้จริง หรือผู้ที่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เพียงข้างเดียว ทั้งๆที่หากใช้ “กาลามสูตร” แล้วก็จะได้เห็นอะไรบางอย่างที่คนบางคนไม่อยากจะให้เห็น
         
คุณเรียกตัวละครตัวหนึ่งว่าเบี้ย แต่คุณกำลังจะกลายเป็นเบี้ยเสียเอง มนุษย์ทุกคนสามารถเป็นขุนได้ เพียงแต่ว่าจะอยู่ในกระดานใดเท่านั้น
         ที่วิจารณ์อย่างนี้อย่าคิดว่าผมอยู่ฝ่ายขวานะครับ เพราะผมเป็นคนประเภทที่เอียงซ้ายบอกว่าผมอยู่ขวา คนประเภทเอียงขวาบอกว่าผมอยู่ซ้าย การเป็นคนอย่างผมทำให้ผมเห็นอะไรหลายอย่างที่ทั้งพวกเอียงซ้ายและเอียงขวาไม่เห็น แล้วก็เห็นได้กระจ่างเสียด้วย ซึ่งผมอยากให้ผู้ที่เป็นนักประพันธ์ได้เห็นอย่างที่ผมเห็นครับ

          
อ้อ เรื่องนี้ไม่ได้อธิบายความของคำว่ากากี่นั้งเลยครับ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นนักเขียนที่มีแววคนหนึ่งเลยทีเดียว
กากี่นั้ง
โดย ภู
          
ฝีมือการเขียนยังร้ายกาจอยู่เหมือนเดิม จนทำให้ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริงเรื่องนี้ก็ทำให้ผมเศร้า
         ดินแถวมุกดาหารคงไม่ดีนักทำให้ข้าวที่ปลูกขึ้นมาไม่มียางมากพอที่จะทำให้คนกินสำนึกรักในแผ่นดินที่ทำให้พวกเขาได้มีกินไม่อดตาย อ่านแล้วไม่มีสักตอนเดียวที่แผ่นดินเวียดนามให้อะไรกับปู่กับพ่อของเทียนซาน และไม่มีด้วยว่าแผ่นดินจีนให้อะไรกับหลิน
         หากแต่คนพวกนี้ก็ยังโหยหายแผ่นดินเดิม แผ่นดินที่ไม่เคยให้อะไรกับพวกเขาเลย แต่สำหรับแผ่นดินที่ให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้เนิ่นนานถึงขนาดลูกชายได้เรียนแพทย์ในสถาบันหลักของรัฐ กลับเป็นแผ่นดินที่น่าชิงชังรังเกียจ มนุษย์พวกนี้คิดอะไรกันอยู่หนอ?
         การรับคนกลับประเทศสามครั้งนั้นเกิดขึ้นในสมัยสงครามเวียดนามที่ต้องการคนกลับไปช่วยรบกับอเมริกัน ผลก็คือพวกที่รับกลับไปนั้นตายมากกว่าครึ่ง ถ้าหากเป็นการกลับไปแย่งพรรคพวกบนแผ่นดินเดิมทำมาหากินแล้วละก็ เชื่อว่าไม่รับหรอกครับท่าน เวียดนามรังเกียจท่านถึงขนาดนี้แล้วท่านก็ยังรักเขา แต่สำหรับประเทศไทยท่านสามารถหากินได้อย่างเป็นอิสระพอสมควร ที่ไม่มากเท่าคนอื่นก็เพราะว่าท่านไม่ใช่เจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ก็ลูกเลี้ยงกับลูกแท้จะให้เท่ากันได้อย่างไรกันเล่า แล้วพ่อแม่แท้ๆที่ทิ้งลูกมีความดีอะไรนอกจากเป็นผู้ให้กำเนิด
         ที่สำคัญคือท่านไม่รักประเทศที่ทำให้ท่านได้มีกินอย่างแท้จริง ไม่อย่างนั้นไม่โหยหาอย่างที่เป็นอยู่หรอก แล้วยังดันมาด่าเขาว่าขี้เกียจกว่าเสียอีก อย่างนี้มีคำใดเหมาะสมกับคำว่าเนรคุณอีกเล่า
         ฮี่โธ่ แม้แต่เฟอที่อ้างว่าเป็นวิญญาณนั้นก็ยังไม่ใช่ของตนอย่างแท้จริง ฝรั่งหัวแดงมันทิ้งสัญลักษณ์ของการเข้ามาครอบครองเอาไว้ให้โดยมีกะปิเค็มเคล้าให้ออกกลิ่นรสแบบเอเชียเท่านั้น วิญญาณของใครกันหว่า?
         โดยสายเลือดแล้วผมเองก็มิใช่ไทยแท้ มีผสมทั้งไทยจีนมอญลาว แต่ผมมักเศร้าใจเสมอเมื่อมีคนไม่รักแผ่นดินไทยอย่างไร้เหตุผล สำหรับผมน่ะ ทั้งมีเหตุผลและทั้งทุ่มเทให้ประเทศอย่างเต็มที่
         ผมเคยเห็นเรืออพยพจากเวียดนามนับร้อยลำ คนบนเรือเหล่านั้นรวมกันแล้วนับหมื่นคน น่าสงสารสมเพชที่เขาต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าจะพยายามเต็มที่ที่จะไม่ยอมให้คนไทยคนใดประสบกับเหตุการณ์แบบที่อยู่ตรงหน้าผม ซึ่งผมได้ทำแล้ว และผมจะทำต่อไป
         ถามหน่อย ถ้าเป็นคนไทยอพยพไปอยู่ในเวียดนาม จะอยู่ได้สักกี่มื้อ? จะได้รับความเอื้ออารีอย่างที่ได้รับจากคนไทยหรือไม่?
         สำหรับเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับคำว่ากากี่นั้งสักเท่าใดเลยครับ
กากี่นั้ง
โดย พุดพิชญา
         
ข้อความในเรื่องนี้เขียนได้ไม่กระจ่างพอ จะว่าถูกโกงก็ยังไม่เด่นชัดเพราะการรวบรัดแบบนั้นยังไม่เป็นข้อสรุปว่าจะได้เงินเพียงแค่สามร้อยบาทที่อยู่ในมือ
         ถ้าจะให้ชัดเจนว่าโดนโกงจะต้องมีการตามทวงแล้วทวงอีกแต่ก็ผัดผ่อนไปเรื่อยจนท้ายสุดประกาศว่าไม่ให้ นั่นแหละจะถือว่าโดนโกง แล้วก็ไม่ได้โดนโกงจาก
“กากี่นั้ง” แต่เป็นนายจ้างคนหนึ่งที่พูดคำนี้ออกจากปากบ่อยเท่านั้น
         
คำว่า “กากี่นั้ง” ตัวละครในเรื่องนี้หลุดปากออกมาบ่อยๆ อย่างจงใจ (ของผู้ประพันธ์) จนไม่เป็น “คำสำคัญ” เนื่องจาก “คำสำคัญ” จะต้องออกมาจากเนื้อเรื่อง ใช้คำนี้เมื่อใดต้องเข้าใจเนื้อหาของเรื่องส่วนหนึ่งหรือหลายส่วน และในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำนี้มากเท่าที่ควรด้วย ดังนั้นทั้งเนื้อเรื่องและแนวเรื่องจึงขาดน้ำหนักและความน่าติดตาม
กากี่นั้ง
โดย เกลียวคลื่น
         
ตามกฎของพจนานุกรมของราชบัณฑิตฯ ภาษาต่างประเทศห้ามมีวรรณยุกต์ แต่บางครั้งผมคิดว่าน่าจะมีการยกเว้นกันบ้าง อย่างเช่นคำว่ากากี่นั้ง ผมชอบให้มีไม้เอกอยู่ด้วย ทำไมหรือ? ก็ต้องกลับไปอ่านการวิจารณ์ของผมที่มีต่อคุณลีลาละครับว่าทำไม กากี่นั้ง ถึงไม่ใช่กากีนั้ง
         การแสดงออกของตัวละครในเรื่องนี้คือกากี่นั้งกันอย่างแท้จริง แต่ก็แค่ในความหมายเดียวเท่านั้น เนื้อเรื่องง่ายเกินไป แต่การนำเสนอที่อ่านแล้วใสๆทำให้เดินตามเรื่องไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว แต่พอมาถึงประมาณสองในสามของเรื่องก็เริ่มเดาออกแล้วว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
         ต้องนับว่าเป็นเรื่องราวที่ใช้ได้เรื่องหนึ่ง เพียงแต่ว่ายังไม่
“เฉียบ” เท่าที่ควรครับ
กากี่นั้ง
โดย กีรติมา
         
ผีหลอกแบบนี้ถือว่าเป็นการหลอกแบบมาตรฐานหอมปากหอมคอก็ว่าได้ ไม่ได้เอาคำว่า กากี่นั้งมาเป็นจุดเด่นของเรื่องเลย เป็นเพียงการชักเรื่องเข้าชื่อ ไม่ใช่ให้ชื่อเดินนำความคิดของเรื่อง
         สำนวนและวิธีการเขียนถือว่ายังอยู่ในระดับแนวหน้าอยู่เหมือนเดิม แต่งานนี้ไม่เด่นเลยครับ

 

กลับหน้าหลัก
Copyright by sompornpa@hotmail.com  All right reserved.